เเวนโก๊ะ

 

   ภาพวาดสีน้ำมัน " ดอกทานตะวัน" ของจิตรกรชื่อดัง ฟินเซนต์ ฟาน ก็อก มูลค่าเกือบสองพันล้านบาทที่ญี่ปุ่นซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะหลายคนให้ความเห็นว่าอาจเป็นของปลอมกำลังจะได้ข้อยุติ โดยมีการจัดสัมมนาครั้งใหญ่รวมทั้งอาจใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์เพื่อพิสูจน์ความจริง เมื่อเอ่ยชื่อของฟิน เซนต์ ฟาน ก็อก ( Vincent van Gogh) ชื่อ นี้โดยทั่วไปมักเขียนในภาษาไทยว่า วินเซนต์ แวน โก หรือ แวน โก๊ะ แต่หากอ่านตามสำเนียงดัตช์ตามเชื้อชาติของศิลปินแล้วจะต้องเขียนว่า ฟินเซนต์ ฟาน ก็อก) แล้วผู้ที่สนใจในงานศิลปะจะต้องรู้จักกันดี
ฟาน ก็อก ได้รับการยกย่องว่าเป็นศิลปินเอกของโลกภาพเขียนของฟาน ก็อกเป็นศิลปะในแนวลัทธิประทับใจยุคหลัง (Post-impressionism) ซึ่งเป็นแม่แบบของลัทธิสำแดงพลังทางอารมณ์ (expressionism)
ฟาน ก็อกจะดังและยิ่งใหญ่เพียงใดคงพิจารณาได้จากมูลค่าของผลงาน ภาพวาดสีน้ำมันที่ชื่อ รูปคนเหมือนของ ดร. กาเช ( Portrait of Dr. Gachet) ซึ่งฟาน ก็อกวาดเสร็จก่อนเสียชีวิตเพียงไม่กี่สัปดาห์นั้นปัจจุบันครองตำแหน่งภาพวาดที่มีราคาแพงที่สุดในโลก โดยเจ้าของภาพคนปัจจุบันประมูลได้ด้วยราคา 82.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือ 3,300 ล้านบาท (คิดที่ดอลลาร์ละ 40 บาท)
ภาพวาดของฟาน ก็อก ในปัจจุบันล้วนแต่มีราคาแพงลิบลิ่วทั้งสิ้น และภาพซึ่งก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันมากที่สุดในปัจจุบันได้แก่ภาพที่ชื่อ ดอกทานตะวัน (The Sunflowers) ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ถึง 3 ภาพ แต่จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สืบค้นพบว่ามีการกล่าวถึงเพียง 2 ภาพเท่านั้น ส่วนภาพที่ 3 ซึ่งปัจจุบันเป็นสมบัติของนาย ยาสุโอะ โกโตะ เจ้าของบริษัทประกันอัคคีภัยและวินาศภัยยาสุดะแห่งประเทศญี่ปุ่นซึ่งประมูลมาด้วยราคาสูงถึง 40 ล้านดอลลาร์หรือราว 1,600 ล้านบาทตั้งแต่ปี ค.ศ. 1987 นั้นอาจเป็นของปลอม

  ประวัติของฟาน ก๊อก

  ฟินเซนต์ ฟาน ก็อก เกิดในปี ค.ศ. 1853 หรือเกือบ 150 ปีมาแล้ว ในประเทศเนเธอแลนด์ เป็นบุตรของหมอสอนศาสนา ชีวิตในช่วงต้นของฟาน ก็อกเคยช่วยกิจการร้านภาพเขียนของญาติ และต่อมาฟาน ก็อก ก็หันมายึดอาชีพทางศิลปะในที่สุด ฟาน ก็อก ดำเนินชีวิตแบบศิลปินไส้แห้ง ผลงานของฟาน ก็อก ไม่ได้รับความนิยมในยุคนั้น แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังยืนหยัดที่จะยึดอาชีพทางด้านงานศิลปะที่ตนรัก ซึ่งตลอดชีวิตของฟาน ก็อก นั้นได้รับการส่งเสียจากเทโอ ฟาน ก็อก ผู้เป็นน้องชายมาโดยตลอดจึงพอจะดำเนินชีวิตอยู่ได้
ฟาน ก็อกใช้ชีวิตอยู่กับการวาดภาพและทดลองเทคนิคใหม่ๆในการรังสรรค์ภาพ ฟาน ก็อกเคยใช้ชีวิตอยู่ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นศูนย์กลางของความเจริญทางศิลปะในยุโรปและเป็นที่ชุมนุมของศิลปินชื่อดังทั้งหลาย ต่อมาในปี ค.ศ. 1988 จึงย้ายไปอยู่ในเมืองอาร์เลซึ่งเป็นเมืองชนบททางตอนใต้ของฝรั่งเศส ที่นั่นเอง ฟาน ก็อก ได้วาดภาพเกี่ยวกับธรรมชาติไว้หลายภาพ รวมทั้งภาพ ดอกทานตะวัน ด้วย
ฟาน ก็อก เป็นผู้ที่มีอารมณ์พลุ่งพล่าน รุนแรง ในปีนั้น (1988) ฟาน ก็อก เชิญปอล โกแกง (Paul Gauguin) อันเป็นศิลปินร่วมสมัยกับตนมาพักอยู่ด้วยกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในเชิงศิลปะ แต่เพียงไม่นานก็มีเรื่องต้องขัดเคืองกันถึงขนาดฟาน ก็อก พยายามเอามีดโกนไล่กรีดโกแกง จากนั้นก็คลุ้มคลั่งและใช้มีดโกนเชือดใบหูตนเองไปข้างหนึ่งแล้วส่งเป็นของขวัญไปให้หญิงสาวที่ตนหลงใหล เพราะความวิปริตทางอารมณ์ทำให้ฟาน ก็อกก็ต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลโรคจิต และที่นั่นเอง ฟานก็อกได้รับการดูแลจากนายแพทย์กาเชผู้มีใจกรุณา ต่อมาฟาน ก็อกจึงได้วาดภาพ รูปคนเหมือนของ ดร. กาเช ขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึก ซึ่งต่อมาก็ได้กลายเป็นภาพวาดที่มีราคาแพงที่สุดในโลกภาพวาดที่แพงที่สุดในโลก ชื่อภาพ ภาพคนเหมือนของ ดร. กาเช (Portrait of Dr. Gachet) มูลค่า 82.5 ล้านดอลลาร์ ผลงานของ ฟาน ก็อก หลังจากที่ฟาน ก๊อก วาดภาพนี้เสร็จเพียงไม่กี่สัปดาห์ ฟาน ก็อกก็ยิงตัวตาย
ฟาน ก็อกเขียนจดหมายติดต่อกับเทโอซึ่งเป็นน้องชายอยู่เสมอ และมักเล่าเรื่องเกี่ยวกับผลงานของตนให้น้องชายฟัง จากการค้นคว้าจดหมายที่ฟาน ก็อกเขียนถึงเทโอซึ่งมีถึงกว่า 700 ฉบับ ในชีวิตของฟาน ก็อก ได้วาดภาพเกี่ยวกับดอกทานตะวันไว้ 4 ภาพ เป็นภาพดอกทานตะวัน 3 ดอก, 5 ดอก, 12 ดอก และ 14 ดอก รวม 4 ภาพ และได้คัดลอกภาพดอกทานตะวัน 12 ดอกไว้ 1 ภาพ ดอกทานตะวัน 14 ดอกอีก 1 ภาพ ซึ่งภาพหลังนี้ฟาน ก็อกคัดลอกเพื่อมอบให้แก่โกแกง รวมแล้วจึงมีภาพดอกทานตะวันทั้งหมด 6 ภาพ ภาพดอกทานตะวันที่มีชื่อเสียงของฟาน ก็อกได้แก่ภาพดอกทานตะวัน 12 ดอกและ 14 ดอกแต่ต่อมาในปี ค.ศ. 1901 ศิลปินชื่อเอมิล ชัฟเฟอเนกเกอร์ (Emil Schuffenecker) ซึ่งเป็นเพื่อนของโกแกงได้เปิดเผยว่าตนได้ครอบครองภาพดอกทานตะวัน 14 ดอกของฟาน ก็อก จึงกลายเป็นว่าภาพดอกทานตะวัน 14 ดอกของฟาน ก็อกมีอยู่ถึง 3 ภาพ และเป็นภาพที่ 7 ของภาพดอกทานตะวันทั้งหมด ซึ่งภาพหลังสุดนี้ได้เปลี่ยนมือเจ้าของมาหลายครั้ง และล่าสุดบริษัทยาสุดะแห่งญี่ปุ่นประมูลได้ไปในราคา 40 ล้านดอลลาร์ในปี ค.ศ. 1987 ส่วนภาพดอกทานตะวัน 14 ดอกอีก 2 ภาพเป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์ฟาน ก็อกแห่งกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ และหอศิลป์แห่งชาติในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

  สาเหตุที่ภาพวาดราคาแพงลิบลิ่วนี้กลายเป็นภาพปริศนาบันลือโลก

  ก็เพราะในปี ค.ศ. 1993 นักวิจัยศิลปปะชาวอิตาเลียนรายหนึ่งออกมาประกาศว่าภาพ ดอกทานตะวัน ของบริษัทยาสุดะเป็นของปลอม ทั้งนี้ เนื่องจากไม่พบว่าฟาน ก็อกกล่าวถึงภาพดอกทานตะวัน 14 ดอกภาพที่ 3 นี้เลย อีกทั้งยังมีข้อน่าสงสัยเกี่ยวกับตัวชัฟเฟอเนกเกอร์เพราะชัฟเฟอร์เนกเกอร์ผู้นี้เคยเป็นผู้ที่ซ่อมแซมภาพดอกทานตะวันของฟาน ก็อกมาก่อน (หลังฟาน ก็อกเสียชีวิต ภาพดอกทานตะวันเกิดชำรุดและถูกนำมาซ่อมแซม) รวมทั้งยังเป็นที่รู้กันว่าชัฟเฟอร์เนกเกอร์เคยลอกภาพอื่นๆของฟาน ก็อกมาแล้วเพียงเพื่อต้องการพิสูจน์ว่าฝีมือลอกภาพของตนเฉียบขาดเพียงใด ดังนั้นจึงอาจเป็นไปได้ที่ชัฟเฟอเนกเกอร์เป็นผู้คัดลอกภาพนี้ขึ้นเอง ไม่ใช่ผลงานที่ฟาน ก็อกคัดลอกขึ้นมาแต่อย่างใด
ต่อมาบริษัทประมูลคริสตีผู้ดำเนินการประมูลภาพวาดนี้ได้ออกมายืนยันว่าภาพที่ขายให้แก่บริษัทยาสุดะนั้นผลของงานของฟาน ก็อกของแท้ รวมทั้งพิพิธภัณฑ์ฟาน ก็อกแห่งกรุงอัมสเตอร์ดัมก็ออกมาแถลงหนุนอีกแรงหนึ่ง ทำให้บริษัทยาสุดะค่อยสบายใจคลายกังวล รวมทั้งยังใจดีบริจาคเงินอีก 20 ล้านดอลลาร์เพื่อใช้ต่อเติมพิพิธภัณฑ์อีกด้วยต่อมาในปี ค.ศ. 1997 กระแสข่าวเกี่ยวกับภาพดอกทานตะวันของบริษัทยาสุดะเป็นของปลอมก็เริ่มหนาหูอีกครั้ง โดยผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ศิลปะบางรายออกให้ข่าว จากนั้นสื่อด้านศิลปะในยุโรปก็ช่วยกันประโคมกันจนเป็นข่าวใหญ่
เพื่อคลี่คลายปริศนาดังกล่าว คราวนี้พิพิธภัณฑ์ฟาน ก็อกแห่งเนเธอร์แลนด์ไม่ออกมาช่วยยืนยันอีกแล้ว แต่ได้เสนอให้บริษัทยาสุดะนำภาพวาดเจ้าปัญหานี้มาวางเทียบกับภาพดอกทานตะวันอีก 2 ภาพเพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญพิสูจน์กันให้เห็นจริง รวมทั้งเสนอให้มีการใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์เพื่อตรวจสอบภาพ เช่น ใช้รังสีเอ็กซ์ รังสีอัลตราไวโอเลต และรังสีอินฟราเรด ฯลฯ และเสนอให้ตรวจสอบเนื้อผ้าของผืนผ้าใบที่ใช้วาดภาพด้วย เพราะฟาน ก็อกใช้ผ้าใบซึ่งซื้อมาจากโกแกงและซื้อคราวละมากๆ ดังนั้นจึงเป็นการง่ายที่จะตรวจว่าภาพวาดทั้ง 3 นั้นใช้ผ้าใบเนื้อเดียวกันหรือไม่ ซึ่งผลการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์น่าจะทำให้ได้ข้อยุติว่ามีภาพดอกทานตะวันของปลอมหรือไม่ทางด้านบริษัทประกันภัยยาสุดะได้ปฏิเสธที่จะนำภาพวาดดอกทานตะวันของตนไปเปรียบเทียบกับภาพดอกทานตะวันที่เหลือ โดยให้เหตุผลว่าภาพวาดนี้มีอายุมากแล้วและบอบบางมากหากต้องมีการเคลื่อนย้ายเกรงว่าจะทำให้ภาพวาดเสียหายทั้งๆที่ใจจริงแล้วก็อยากให้มีการพิสูจน์ให้กระจ่างเช่นกันเพราะมั่นใจว่าภาพที่ตนครอบครองอยู่นั้นเป็นผลงานของฟาน ก็อกของแท้ งานนี้บริษัทยาสุดะคงใจคอไม่ค่อยดีเหมือนกัน เพราะหากผลการพิสูจน์ปรากฏว่าเป็นภาพปลอมก็เท่ากับว่าตนเองถูกต้มครั้งมโหฬาร และภาพที่ตนประมูลมาด้วยราคาเกือบ 2 พันล้านบาทก็จะกลายเป็นภาพวาดที่ไม่มีราคาค่างวดอะไร แถมยังเคยบริจาคเงินให้แก่พิพิธภัณฑ์ฟาน ก็อกไปอีก 20 ล้านดอลลาร์ คิดเบ็ดเสร็จแล้วคงติดอันดับภาพปลอมที่มีราคาแพงที่สุดในโลก ดังนั้นใจจริงของบริษัทยาสุดะอาจไม่ต้องการพิสูจน์ปริศนารายนี้ก็ได้ แต่อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะหลายรายให้ความเห็นว่าขณะนี้แนวโน้มของผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าภาพดอกทานตะวันของยาสุดะเป็นของแท้เพราะหลักฐานของฝ่ายที่เชื่อว่าเป็นภาพปลอมยังมีน้ำหนักไม่มากนัก เพื่อเป็นการยุติปัญหาดังกล่าว พิพิธภัณฑ์ฟาน ก็อกจึงได้จัดประชุมทางวิชาการครั้งใหญ่เกี่ยวกับเรื่องภาพดอกทานตะวันนี้โดยเฉพาะเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1998 โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะและประวัติศาสตร์ศิลปะจำนวนมากเข้าร่วมประชุม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญที่เข้าร่วมประชุมทางวิชาการหลายต่อหลายรายล้วนลงความเห็นว่าภาพดอกทานตะวันของบริษัทยาสุดะเป็นของปลอม ทั้งนี้ โดยอาศัยจากหลักฐานเอกสารต่างๆมาประกอบ ทำให้แนวโน้มของผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เปลี่ยนไปในทางเชื่อว่าเป็นของปลอม แต่ก็ยังไม่มีการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์
ข่าวจากแหล่งข่าวภายในบริษัทยาสุดะเปิดเผยว่าจากแนวโน้มของการประชุมทางวิชาการดังกล่าวทำให้บริษัทยาสุดะเตรียมการที่จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทประมูลคริสตีโทษฐานที่นำของปลอมมาขายให้
ฟาน ก็อกเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1890 ด้วยการฆ่าตัวตายเมื่ออายุได้เพียง 37 ปี ในชีวิตของฟาน ก็อกรังสรรค์ผลงานไว้ราว 2,000 ชิ้น เป็นภาพสีน้ำมันราว 900 ภาพ ซึ่งในจำนวนนี้มีอยู่ราว 200 ภาพที่เป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์ฟาน ก็อก ผลงานของฟาน ก็อกทั้งหมดที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันมีที่สงสัยว่าจะเป็นของปลอมอยู่ไม่น้อยกว่า 100 ชิ้นในปัจจุบัน ผลงานแต่ละชิ้นของฟาน ก็อกมีราคาสูงลิบลิ่ว แต่เชื่อหรือไม่ว่าในสมัยที่ฟาน ก็อกมีชีวิต เขาเป็นศิลปินที่ไม่มีชื่อเสียง มีความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้น บางครั้งต้องอดมื้อกินมื้อ ตลอดชีวิตของฟาน ก็อก เขาขายภาพได้เพียงภาพเดียวเท่านั้นฟานก็อกไม่เคยได้ชื่นชมกับชื่อเสียงและความมั่งคั่งจากผลงานของตนเลยข่าวจากแหล่งข่าวภายในบริษัทยาสุดะเปิดเผยว่าจากแนวโน้มของการประชุมทางวิชาการดังกล่าวทำให้บริษัทยาสุดะเตรียมการที่จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทประมูลคริสตีโทษฐานที่นำของปลอมมาขายให้ฟาน ก็อกเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1890 ด้วยการฆ่าตัวตายเมื่ออายุได้เพียง 37 ปี ในชีวิตของฟาน ก็อกรังสรรค์ผลงานไว้ราว 2,000 ชิ้น เป็นภาพสีน้ำมันราว 900 ภาพ ซึ่งในจำนวนนี้มีอยู่ราว 200 ภาพที่เป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์ฟาน ก็อก ผลงานของฟาน ก็อกทั้งหมดที่ตกทอดมาถึงปัจจุบันมีที่สงสัยว่าจะเป็นของปลอมอยู่ไม่น้อยกว่า 100 ชิ้น
 ในปัจจุบันผลงานแต่ละชิ้นของฟานก็อกมีราคาสูงลิบลิ่วแต่เชื่อหรือไม่ว่าในสมัยที่ฟานก็อกมีชีวิตเขาเป็นศิลปินที่ไม่มีชื่อเสียงมีความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้นบางครั้งต้องอดมื้อกินมื้อตลอดชีวิตของฟานก็อกเขาขายภาพได้เพียงภาพเดียวเท่านั้นฟานก็อกไม่เคยได้ชื่นชมกับชื่อเสียงและความมั่งคั่งจากผลงานของตนเลย